Monday, March 18, 2013

(3) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มาจากภายใน

(3) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มาจากภายใน




          ทุกคนอยากคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น แก้ปัญหาที่ไม่มีใครแก้ได้ เสนอความคิดที่มีคุณค่าซึ่งไม่มีใครคิดถึง ทุกๆ ธุรกิจต่างต้องการสนับสนุนให้พนักงานมีความคิดเยี่ยมๆ
          เมื่อองค์กรเสนอโบนัสพิเศษเป็นรางวัลสำหรับความคิดริเริ่ม ก็น่าจะมีความคิดเยี่ยมๆ หลั่งไหลมา เราคิดว่าความคิดริเริ่มก็เหมือนงานอื่นๆ ซึ่ิงซื้อขายได้ แต่จริงๆ แล้วความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่ใช่ความมานะบากบั่น แต่ต้องเกิดจากแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง เป็นผลผลิตจากจิตใจที่ดื่มด่ำ สนใจในคำถามสถานการณ์ และความเป็นไปได้อย่างแท้จริง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินทองหรือรางวัล แต่เกิดขึ้นเมื่ีอเราใส่ใจกับบางสิ่งบางอย่างจริงจัง...
         บริษัทเจแปน เรลเวย์ อีสต์ ได้สัญญาสร้างทางรถไฟ (ชิงคังเซน) ระหว่างเมืองโตเกียวและนาโงย่าให้ทันใช้ในงานกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 
          โชคไม่ดีที่อุโมงค์ซึ่งบริษัทสร้างทะลุภูเขาถูกน้ำท่วมเข้ามาอยู่เรื่อย บริษัทจึงว่าจ้างทีมงานวิศวกรด้วยค่าจ้างสูงให้คิดหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คณะวิศวกรได้วิเคราะห์และร่างแผนการอย่างดีในการสร้างท่อและระบบระบายน้ำราคาแพงเพื่อเบี่ยงทิศทางน้ำให้ใหลออกจากอุโมงค์
          พนักงานซ่อมบำรุงซึ่งหิวน้ำคอแห้งผู้หนึ่งคิดทางออกที่แตกต่างได้ ขณะเขาก้มลงดื่มน้ำในอุโมงค์เขาไปเอื๊อกใหญ่ ก็พบว่าน้ำนั้นมีรสชาดดีเยี่ยมกว่าน้ำบรรจุขวดใดๆ ในสำรับอาหารกลางวันของเขาเสียอีก เขาจึงบอกเจ้านายว่าน่าจะเอามาบรรจุขวดขายในราคาสูงได้
          และนั่นคือจุดกำเนิดของน้ำขวดโอชิมิสึ ซึ่งทางรถไฟจัดจำหน่ายในตู้หยอดเหรียญตามชานชาลา และได้ขยายธุรกิจไปถึงการขายแบบจัดส่งถึงบ้านด้วย ค่าใช้จ่ายก้อนโตเลยกลายเป็นกำไรก้อนใหญ่ จากการมองสถานการณ์ในมุมที่แตกต่างนี่เอง...
          มีการทดลองเสนอเงินเพื่อแลกกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สำหรับแก้ปัญหาและพบว่าความคิดสร้างสรรค์ของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินรางวัลเลย แต่บ่อยครั้งมากที่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เกิดจากความสนใจในปัญหาอย่างแท้จริง และเมื่อเชื่ีอว่าผู้บังคัุบบัญชาจะชื่นชมในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้น...





                                                             -คูเปอร์ คลาเซน ซิลวา-จาโลเนน และบัทเลอร์ 1999


Sunday, May 13, 2012

(2) พยายามแค่ไหน ไม่สำคัญ





(2) พยายามแค่ไหน  ไม่สำคัญ    

 ทำงานให้หนักแล้วคุณจะได้ผลตอบแทน  เป็นคำกล่าวที่ฟังดูง่ายๆ  แต่คุณจำที่เราต้องขยันหมั่นศึกษาเพื่อการสอบได้ไหม  เด็กบางคนขยันตลอดเวลาแต่ก็สอบได้ไม่ดี  ขณะที่บางคนไม่ได้เรียนหนักอะไรเลย  แต่ก็สอบได้คะแนนเกรดสูงๆ  
      คุณจะทุ่มเทพยายามมากมายอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้วก็ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลยก็ได้  หรือคุณจะหมั่นเพียรเพียงเล็กน้อย  แต่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ  แล้วก็ได้รับผลรางวัลตอบแทน
      เป้าหมายของคุณคือสร้างความคืบหน้า  ไม่ไช่เพียงทุ่มเทตัวเองเท่านั้น...



      ร้านขนมอบอาเชนบาช  แพสตรีส์  เป็นร้านเก่าแก่ของเขตแลงคาสเตอร์เพนซิลเวเนีย  ที่มีลูกค้าที่ซื่อสัตย์ภักดีอยู่มาก  และทำธุรกิจได้กำไรดีมานานกว่าสี่ทศวรรษแล้ว
      ช่วงปี  1990  เจ้าของตกลงใจขยายกิจการ  โดยเพิ่มการจำหน่ายแซนด์วิชและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ  พร้อมกับเพิ่มสาขาทั้งแบบขายปลีกและขายส่งตามที่ต่างๆ  
      หลังจากขยายกิจการ  เจ้าของร้านต้องทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนแต่กลับได้เงินน้อยลงและเกือบจะล้มละลายเพราะไม่สามารถหาเงินชำระหนี้จากการขยายกิจการได้
      เอิร์ล  เฮส  นักบริหารธุรกิจที่เกษียณแล้วคนหนึ่ง  ได้ให้เงินทุนช่วยรักษากิจการไว้  แล้วในที่สุดก็เข้าซื้อกิจการทั้งหมด  เขามองสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงและพบว่า  สาเหตุของความล้มเหลวก็คือ  การขาดประสิทธิภาพ  "มีสินค้ามากชนิดเกินไป  รายได้  90%  มาจากสินค้าเพียง  10%  พวกเขาสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ไปกัีบการผลิตสินค้าที่มียอดขายต่ำ"  เฮสบอกว่าเมื่อเขาเข้าดูแลกิจการเขารู้ว่า  "พนักงานเหล่านี้ไม่อาจทำงานหนักมากไปกว่านี้ได้แล้ว  แต่พวกเขาทำงานให้ฉลาดขึ้นได้"
       ความพยายามเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่ถูกตีค่้าสูงเกินจริงในการสร้างความสำเร็จ  ผู้คนมองว่ามันเป็นสิ่งที่ทำนายความสำเร็จได้ดีที่สุด  ในขณะที่จริงๆแล้ว  มันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญน้อยที่สุด  เพราะการพยายามอย่างขาดประสิทธิภาพเป็นบ่อเกิดใหญ่ของความท้อแท้  ผู้คนจะคิดสรุปว่าตัวเองไม่อาจประสพความสำเร็จได้  เพราะได้พยายามอย่างสูงสุดแล้วแต่ก็ไม่ประสพผล.


                                                        -เชิร์นเนค  1998


Saturday, May 12, 2012

(1) ความสามารถเริ่มที่ความรู้สึก

(1) ความสามารถเริ่มที่ความรู้สึก    


 คุณทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ดีแค่ไหน  คุณตรวจสอบประเมินผลการทำงานของคุณเป็นระยะๆ หรือเปล่า  แน่นอน  จะต้องมีวิธีทำให้คุณรู้ได้ว่าคุณทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ดีหรือเปล่า  หรือประสบความสำเร็จหรือไม่
      จริงๆ แ้ล้ว  คนที่ไม่คิดว่าต้วเองทำได้ดี  หรือไม่คิดว่าตัวเองจะประสพความสำเร็จหรือเป็นผู้นำได้  ก็จะคิดอยู่อย่างนั้น  และไม่เปลี่ยนความคิด  แม้จะมีหลักฐานความสำเร็จได้เห็นอยู่ก็ตาม  เพราะความสงสัยไม่แน่ใจจะกลบลบหลักฐานที่ปรากฏอยู่ไปหมด  
      อย่ารอจนถึงการประเมินผลครั้งต่อไป  ถึงค่อยพัฒนาปรับความคิดเกี่ยวกับตัวเอง  เพราะความรู้สึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง  ความรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถนั้น  แท้จริงแล้วก็เริ่มจากความรู้สึกของเรานั่นแหละ....